[Scoop] : นักวิจัย ม.นครพนม ค้นพบ “หญ้าอ้อยหนู” พืชพื้นถิ่นพลังงานทางเลือก ช่วยลดต้นทุน–ลดมลพิษ อย่างยั่งยืน
นายพัฒนะ พิมพ์แน่น 2026-04-09 13:15:17 77
สถานการณ์พลังงานที่ผันผวนและต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การค้นหาพลังงานทดแทนจากทรัพยากรใกล้ตัวจึงกลายเป็นทางออกสำคัญของหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีภูมิปัญญาท้องถิ่นผสานกับงานวิจัยสมัยใหม่ จนก่อให้เกิดนวัตกรรมพลังงานรูปแบบใหม่จาก “อ้อยป่า” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “หญ้าอ้อยหนู” พืชพื้นถิ่นที่เคยถูกมองข้ามกลับกลายเป็นความหวังใหม่ในสถานการณ์ช่วงนี้
"หญ้าอ้อยหนู" เป็นพืชล้มลุกที่มีลักษณะคล้ายอ้อย ลำต้นสูง อวบ มีปล้องชัดเจน ใบเรียวยาวและคม สามารถเติบโตได้สูงตั้งแต่ 1 เมตรขึ้นไป มีรสชาติหวาน และมักขึ้นตามหาดทรายกลางน้ำโขงในช่วงฤดูแล้ง หรือบริเวณริมฝั่งลำธาร และแหล่งน้ำทั่วไปทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ริมโขงนครพนมที่พบได้จำนวนมาก นอกจากจะเป็นอาหารสัตว์หรือวัตถุดิบในเมนูพื้นบ้านอย่างแกงอีสานแล้ว หญ้าชนิดนี้ยังมีศักยภาพด้านพลังงานอย่างน่าทึ่ง
ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ คล่องดี อาจารย์สาขาวิศวกรรมพลังงาน วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม เปิดเผยว่า แนวคิดการนำหญ้าอ้อยหนูมาใช้เป็นพลังงาน เกิดจากความต้องการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลที่มีแนวโน้มลดลงและมีราคาสูงขึ้น จึงเริ่มค้นหาพืชพลังงานทางเลือกในท้องถิ่น และพบว่าหญ้าอ้อยหนูมีปริมาณน้ำตาลสูง สามารถนำมาแปรรูปเป็นแอลกอฮอล์หรือเอทานอลได้
“จากการทดลอง เราพบว่าน้ำหวานจากหญ้าอ้อยหนูสามารถนำไปหมักและกลั่นเป็นแอลกอฮอล์ได้จริง แต่ความท้าทายอยู่ที่การเพิ่มความเข้มข้นให้ถึงระดับ 99.5% เพื่อให้สามารถนำไปผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์หฤษฎ์ กล่าว
กระบวนการผลิตเริ่มจากการเลือกหญ้าอ้อยหนูที่มีอายุประมาณ 100–120 วัน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความหวานและปริมาณน้ำสูงสุด นำมาหีบเพื่อสกัดน้ำหวานที่มีค่าความหวานเฉลี่ย 20–25 บริกซ์ จากนั้นนำไปให้ความร้อนที่ 105 องศาเซลเซียสเพื่อฆ่าเชื้อ ก่อนลดอุณหภูมิลงเหลือ 30–35 องศา และเติมยีสต์เพื่อหมักเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จึงเข้าสู่กระบวนการกลั่น
การกลั่นในรอบแรกจะได้แอลกอฮอล์ประมาณ 45% และเพิ่มเป็นราว 75% ในรอบถัดไป ก่อนเข้าสู่กระบวนการกำจัดความชื้นเพื่อให้ได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ระดับ 99.5% ซึ่งสามารถนำไปใช้ผสมกับน้ำมันดีเซลหรือเบนซินได้ โดยหญ้าอ้อยหนู 10 กิโลกรัม สามารถหีบเป็นน้ำหวานได้ 3 ลิตร และสามารถกลั่นเป็นเอทานอลที่ความเข้มข้น 99.5 % v/v ได้ 1.5 ลิตร
นวัตกรรมดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนา “ดีโซฮอล์” เชื้อเพลิงผสมระหว่างดีเซลกับแอลกอฮอล์ชีวภาพ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดควันดำและมลพิษจากเครื่องยนต์ได้ถึง 60–70% ขณะเดียวกันยังสามารถใช้งานกับเครื่องยนต์ทั่วไปได้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพลังงานสะอาดในระดับชุมชน
นอกจากการผลิตเอทานอลแล้ว หญ้าอ้อยหนูยังสามารถนำไปผลิตพลังงานในรูปแบบอื่นได้อย่างครบวงจร โดยหญ้าอายุ 30–40 วันเหมาะสำหรับผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) ส่วนต้นที่มีอายุมากกว่า 120 วัน ซึ่งมีลักษณะแข็ง สามารถนำไปแปรรูปเป็นถ่านอัดแท่งได้ ส่งผลให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในรูปแบบ “Zero Waste” หรือไม่เหลือของเสีย
ที่สำคัญ งานวิจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงในห้องทดลอง แต่ยังมุ่งสู่การใช้งานจริงในระดับชุมชน โดยมีแผนจะนำเชื้อเพลิงจากหญ้าอ้อยหนูไปใช้ในงานประเพณีสำคัญของท้องถิ่นอย่าง “งานไหลเรือไฟ” ในช่วงออกพรรษา เพื่อจุดตะเกียงบนเรือไฟให้ส่องสว่างอย่างงดงาม ควบคู่ไปกับการลดมลพิษทางอากาศ สร้างต้นแบบเรือไฟพลังงานสะอาดแห่งแรกของพื้นที่
ความก้าวหน้าดังกล่าวไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพของพืชพื้นถิ่นเท่านั้น แต่ยังชี้ให้เห็นถึงพลังขององค์ความรู้ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างแท้จริง ทั้งในด้านการลดต้นทุนพลังงาน การสร้างรายได้เสริม และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ภาพ/ข่าว/บทความ : พัฒนะ พิมพ์แน่น
EN
CHN
VN
















