รอบรั้วกันเกรา

  • Home
  • รอบรั้วกันเกรา
  • [Scoop] “เหยา” พิธีกรรมรักษาใจในโลกความเชื่ออีสาน ระหว่างศาสตร์บรรพชนกับการแพทย์สมัยใหม่

[Scoop] “เหยา” พิธีกรรมรักษาใจในโลกความเชื่ออีสาน ระหว่างศาสตร์บรรพชนกับการแพทย์สมัยใหม่

นายพัฒนะ พิมพ์แน่น 2026-04-07 19:03:09 316

[Scoop] “เหยา” พิธีกรรมรักษาใจในโลกความเชื่ออีสาน ระหว่างศาสตร์บรรพชนกับการแพทย์สมัยใหม่

ในสังคมสมัยใหม่ที่วิทยาการทางการแพทย์ก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง “การรักษา” ไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว ยังมีอีกมิติหนึ่งที่ดำรงอยู่เคียงข้างวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน นั่นคือ “พิธีเหยา” พิธีกรรมพื้นบ้านที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมอีสานและลุ่มน้ำโขง ซึ่งยังคงถูกสืบทอดและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในบางพื้นที่ แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนไปเพียงใดก็ตาม


วัชรินทร์ ธีระนันท์วัฒนา หรือ “หมอโจ้” หมอเหยาในพื้นที่ เล่าถึงแก่นแท้ของพิธีกรรมนี้ว่า “พิธีเหยา” และ “พิธีเลี้ยงผี” แม้จะเป็นคนละอย่างกัน แต่กลับแยกออกจากกันไม่ได้ โดย “เหยา” เป็นพิธีที่เกิดจากความต้องการของผู้ป่วยเอง โดยเฉพาะในกรณีที่การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถบรรเทาอาการได้ ในอดีตพื้นที่ชนบทตามแนวชายแดน โดยเฉพาะในประเทศลาวหรือชุมชนบนภูเขาที่ยังเข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุข พิธีเหยาจึงเปรียบเสมือนทางเลือกหลักของการรักษา


“เมื่อก่อนจะไม่มีหมอ ไม่มีโรงพยาบาล คนก็ต้องพึ่งพิธีเหยา ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ป่วยหนักหรือเบา ก็ใช้วิธีนี้ทั้งหมด” หมอโจ้กล่าว พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า สภาพสังคมในอดีตของไทยเองก็ไม่ต่างกัน พิธีกรรมลักษณะนี้จึงมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้คน

แม้ปัจจุบันความเจริญด้านการแพทย์จะทำให้บทบาทของพิธีเหยาลดลง แต่ในบางชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์อย่าง โซ่ ผู้ไท ญ้อ หรือกะเลิง ยังคงยึดโยงกับความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ผีไร่ ผีนา และยังคงใช้พิธีเหยาเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการรักษา โดยมักดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาในโรงพยาบาล


หมอโจ้ บอกว่า แก่นแท้ของเหยาคือการทำให้คนป่วยหาย หรืออย่างน้อยก็ทุเลาเบาบางลง และมีหลายกรณีที่ผู้ป่วยหายอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว


หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของพิธีเหยา คือ “เสียงแคน” เครื่องดนตรีพื้นบ้านที่ทำหน้าที่มากกว่าเสียงประกอบจังหวะ หากแต่เป็น “สื่อกลาง” ระหว่างโลกมนุษย์กับโลกของผี ซึ่งในมุมมองทางวิชาการ เสียงแคนอาจเปรียบเสมือนภาษาที่ช่วยแปลสารให้ผีเข้าใจ ขณะที่หมอโจ้มองว่า เสียงดนตรีผสานกับถ้อยคำเฉพาะในพิธี ซึ่งมักเป็นภาษากลอน หรือ “ผญา” ที่สละสลวยเหนือธรรมชาติ ช่วยสร้างการสื่อสารในอีกระดับหนึ่ง ที่ลึกซึ้งกว่าภาษาพูดทั่วไป


ในระหว่างประกอบพิธี ผู้ป่วยบางรายจะเกิดอาการที่เรียกว่า “ผีเทียม” หรือภาวะคล้ายการทรง ซึ่งในความเชื่ออีสานไม่ใช่เรื่องของ “วิญญาณ” แต่เป็นเรื่องของ “ผี” และ “ขวัญ” ที่เข้ามามีปฏิสัมพันธ์กับร่างกายมนุษย์ หากมีการฟ้อนรำเกิดขึ้นนั่นอาจหมายถึงการที่ผีต้องการเข้ามา “อยู่ร่วม” กับผู้ป่วย หรือที่เรียกว่า “คุมลง” ปรากฏการณ์นี้ยังสะท้อนถึงกระบวนการ “คัดเลือกหมอเหยา” โดยบุคคลที่จะกลายเป็นหมอเหยา มักเริ่มจากการเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย ก่อนจะเข้าสู่พิธีเหยาและหายดี จากนั้นหมอเหยาจะทักว่า “ผีอยากมาอยู่ด้วย” ผู้ถูกเลือกจึงยอมรับบทบาทและกลายเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมในเวลาต่อมา