Error
  • JUser: :_load: Unable to load user with id: 50
  • JUser: :_load: Unable to load user with id: 65

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคใน สปป.ลาว

สินค้าอุปโภคบริโภคถือเป็นสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ  และเป็นที่ต้องการอย่างมาก จากสถิติรายการสินค้านำเข้าของสปป.ลาว  พบว่ามีการนำเข้าสินค้า อุปโภค บริโภคอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น  ที่เป็นเช่นนี้อาจเป็นเพราะสปป.ลาวยังขาดเทคโนโลยี และ  เงินลงทุนในการผลิตสินค้าแปรรูปและอุตสาหกรรมแปรรูป  โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการผลิตน้ำมันพืช อุตสาหกรรมน้ำตาล  อุตสาหกรรมอาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องใช้ในครัวเรือน ของเล่นเด็ก รองเท้า  เป็นต้น จากการที่สปป.ลาว มีจำนวนประชากรไม่มาก คือมีเพียงประมาณ 6 ล้านคน  การจัดตั้งโรงงานผลิตสินค้าสำหรับการป้อนตลาดท้องถิ่นจึงไม่คุ้มค่าต่อการลง ทุนในระดับอุตสาหกรรม  ทำให้ประเทศไม่สามารถผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคได้เพียงพอกับความต้องการใน ประเทศหรือไม่มีสินค้าประเภทนั้น ๆ  จึงนำไปสู่ความจำเป็นต้องพึ่งพาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ

ด้วยเหตุนี้จึงถือเป็นโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย  ในการหาช่องทางเพื่อเพิ่มปริมาณและมูลค่าการส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคเข้า สู่ตลาด  และเมืองในพื้นที่เป้าหมายให้มากขึ้นและอาจใช้สปป.ลาวเป็นฐานกระจายสินค้าไป สู่ตลาดจีนตอนใต้ กัมพูชา หรือยุโรป

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีศักยภาพในตลาด อาทิ สินค้าจำพวกอาหาร  อาหารแปรรูป และขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ใน สปป.ลาว ตามร้านอาหาร  ภัตตาคาร ผู้บริโภคทั่วไปยังมีค่านิยมชื่นชอบเครื่องปรุงรสเช่นน้ำปลา ซอส  กะปิ น้ำตาลทรายจากประเทศไทย

ดังนั้น  สินค้าไทยที่ส่งออกไปจำหน่ายในปัจจุบันและที่ต้องการจะเจาะตลาดใหม่ในอนาคต มีความเป็นไปได้ทั้งสินค้าชนิดที่มุ่งเน้นคุณภาพ  มีตรายี่ห้อสินค้าเป็นที่รู้จัก รวมถึงสินค้ากลุ่มราคาประหยัด ถูก  ที่เน้นเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่มีรายได้น้อย หรือที่เรียกว่า “ตลาดล่าง”  ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคใน สปป.ลาว

จากการที่จะมีการเปิดใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมไทย สปป.ลาวแห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน) ส่งผลให้ขณะนี้ในพื้นที่ตื่นตัวอย่างมากในการรองรับการเปิดสะพานดังกล่าว สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ เรื่องมูลค่าที่ดินในแนวเส้นทางเพิ่มสูงขึ้นมากจากเดิมตารางวาละประมาณ 100,000- 200,000 บาท เพิ่มเป็นสูงกว่า 500,000-800,000 บาทแล้ว อีกทั้งยังมีการติดป้ายประกาศขายที่ดินและสวนยางจำนวนมาก จึงเริ่มมีการเปลี่ยนมือการครอบครองที่ดินเกิดขึ้น

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือที่เราเรียกกันว่า “ภาคอีสาน” เป็นภาคที่มี ความสาคัญยิ่งของประเทศไทย
สาเหตุ ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจาก ภาคอีสานเป็นภาคที่มีศักยภาพเชิงพื้นที่สูงเพื่อการพัฒนา เชื่อมโยงกับประเทศ
เพื่อนบ้าน โดยเฉพาะ สปป.ลาว ทำให้ ที่ผ่านมามีการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่น
การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยจังหวัดในภาคอีสานที่มี พื้นที่ชายแดนติดกับ สปป.ลาว มีหลาย
จังหวัด ได้แก่ นครพนม บึงกาฬ มุกดาหาร เลย หนองคาย อุบลราชธานี และอานาจเจริญ  โดยในจำนวนนี้
ม จังหวัดที่มี ศักยภาพสูงที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ  เนื่องจากมีโครงการพัฒนาต่างๆ ที่โดดเด่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์  ที่กำาลังจะกลายเป็นโอกาสในการพัฒนาให้ เป็นฐานการผลิตใหม่ของภาคอุตสาหกรรมอันจะเอื้อประโยชน์ ให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจ ในระดับภูมิภาคตลอดจนในระดับประเทศได้อย่างกว้างขวาง ซึ่ง 3 จังหวัดที่กล่าวถึงได้ แก่ นครพนม มุกดาหาร และหนองคาย


อ่านต่อ

ดร.จิรพรรณ ปุณเกษม รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์นับเป็นนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนที่มีความจำเป็น จะทำอย่างไรให้เด็กไทยสามารถที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ ตลอดจนคิดค้นนวัตกรรมใหม่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการพัฒนาบุคลากรในทุกสาขาวิชาชีพ ดังนั้น สกศ.จึงได้ทำการวิจัยเรื่องดังกล่าวร่วมกับวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้ไปศึกษาดูงานที่สหราชอาณาจักร พบว่า ประเทศที่ประสบผลสำเร็จ เช่น สหราชอาณาจักรและสก๊อตแลนด์ มีการดำเนินการที่ได้ผลเป็นรูปธรรม การประชุมวันนี้จึงได้เชิญประเทศเครือข่ายอีก 12 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย พม่า และประเทศไทย http://www.onec.go.th/onec_main/page.php?mod=Newseducation&;file=view&itemId=628

Thursday, 23 August 2012 18:48

Railway service in Cambodia

Written by

Railway freight services between Phnom Penh and Touk Meas commune, in Kampot province’s Banteay Meas district, the location of a Siam Cement factory about 40 kilometres north of Kampot town, began yesterday, finally putting the Toll Royal Railways concession on an earning basis.

According to Toll Royal Railways CEO David Kerr, the service will extend to Kampot town by the end of September and all the way to the Sihanoukville port by the end of this year.

Kerr said Siam Cement required a capacity of 1,000 tonnes of cement per week and that would increase over time to 2,000 tonnes per week. “We have the capacity to run several thousand tonnes per week,” Kerr said.

While he would not give prices for Toll Royal’s freight rates, Kerr said they were competitive with road trucking rates and that each train would take more than 50 trucks off the road. “Overloaded trucks accelerate depreciation of the roads,” he said. “The savings for government on road maintenance is significant.”

Kerr, who started work on the rehabilitation of train services in Cambodia in 2009 and has recently returned from Australia to resume his CEO position, said Toll Royal Railways had received ISO9000 accreditation as a commercial rail operator, the only such rail company in Asia to do so.

“We have a new train control system, new safe working systems, 15 locomotives, two from China and another 13 from France.”

เมื่อวันที่๙สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในพื้นที่จังหวัดนครพนมตลอด ๒วันที่ผ่านมามีฝนตกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ระดับแม่น้ำโขงอยู่ที่ระดับประมาณ ๑๐ เมตร ห่างจากจุดที่วิกฤติประมาณ๔เมตรคือที่๑๓เมตร หากระดับน้ำโขงถึงจุดวิกฤติจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมเนื่องจากแม่น้ำสาขาต่างๆจะไม่ไหลระบายได้ทัน โดยทางสถานีอุตุนิยมวิทยานครพนมได้มีการประกาศเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับปัญหาอุทกภัยเพราะมีร่องมรสุมพัดผ่านเข้ามาในพื้นที่จังหวัดทำให้มีฝนชุกมาก โดยเฉพาะพื้นที่ติดกับลำน้ำสงคราม

Saturday, 28 July 2012 11:52

Xayaburi dam conflict

Written by

โครงการสร้างเขื่อนไชยะบุรี กั้นแม่น้ำโขงของประเทศลาว ได้รับการคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ รวมทั้งการแสดงความเป็นห่วงจากนางฮิลลารี่ คลินตัน รมว. ต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา ในการเยือนประเทศลาวเมื่อเร็วๆนี้ด้วย

 http://www.bangkokpost.com/opinion/opinion/303550/pm-must-stop-xayaburi-dam

ประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งคือด้านแรงงาน ที่หลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วง  และมีการตั้งคาถามว่า  การเปิดเสรีด้านการค้าที่จะทาให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานที่มีฝีมืออย่างเสรีในระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันจะส่งผลกระทบต่อทุกประเทศอย่างแน่นอนซึ่งมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ

ในแง่บวกของ AEC จะทาให้ตลาดแรงงานมีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้มีสถานที่ทางานให้เลือกมากขึ้น  อีกทั้งยังมีโอกาสที่จะได้รับค่าแรงที่สูงขึ้น  ถ้าแรงงานนั้นเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน  นอกจากนั้นทาให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศภาคีสมาชิกในการพัฒนาฝีมือแรงงานให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกันเพราะฉะนั้นเท่ากับว่า  จะเป็นโอกาสให้กับแรงงานเหล่านี้จะได้รับการพัฒนามากขึ้น  และสามารถอยู่ในประเทศใดก็ได้ ภายใต้ระเบียบกฎหมายและมาตรฐานแบบเดียวกัน  สรุปว่าเงินเพิ่ม เรียนรู้เพิ่ม โอกาสเพิ่ม นั่นเป็นข้อได้เปรียบ  เมื่อมองในข้อเสียเปรียบ ประเด็นแรกคือ แรงงานจะไหลบ่า  ทะลักเข้ามาอย่างยากที่จะห้ามได้ซึ่งเป็นที่คาดหมายของหลายฝุายหากเปิดเสรีแรงงานเต็มที่การเคลื่อนย้ายแรงงานทักษะทั้งในด้านที่มีฝีมือแรงงานที่ดีแล้วยังมีความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่ดีด้วยอาทิ  สถาปนิกและวิศวกรเข้าไปยังประเทศสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น  และหากมีการขยายกรอบเป็นอาเซียนบวก 3 อาเซียนบวก 6 บุคลากรในภาคต่าง ๆ เช่น  ภาคการเงิน ธนาคารและไอที  ซึ่งหลายฝุายคาดว่าจะมีแรงงานจากต่างประเทศเคลื่อนย้ายเข้ามาเมืองไทยมากขึ้นและ  ที่สาคัญก็คือ การเข้ามาแย่งแรงงาน ไทยมากขึ้น ทาให้ค่าจ้างแรงงานไทยอาจถูกลง

นับถอยหลังสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 สำหรับการเตรียมพร้อมสู่การเป็นประชาคมอาเซียนอย่างเต็มตัว

จากการได้ติดตามข้อมูลข่าวสารต่างๆ  พบว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีความเข้าใจหรือตระหนักถึงการเกิด AEC ในปี 2558 มากนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานอันใกล้  ต่างมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ซึ่งแนวคิดเช่นนี้น่าห่วงยิ่งนัก อย่างที่ทราบกันดีว่า AEC เกิดจากการรวมกลุ่มระหว่าง ประเทศไทยกับอีก 9 ประเทศเพื่อนบ้าน อันประกอบไปด้วย  สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน เวียดนาม พม่า ลาว และกัมพูชา  นั่นหมายความว่า การเคลื่อนที่ของแรงงานของ 10 ประเทศที่กล่าวมาสามารถเดินทางทำงาน  ณ ประเทศต่างๆ ได้สะดวกมากยิ่งขึ้น  มองดูแล้วเป็นเหรียญสองด้านทั้งด้านแสงส่องสว่างแห่งโอกาสและด้านมืดจากอุปสรรค

ยุทธสาสตร์ด้านการศึกษาเพื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียนของไทยที่ผุ้ทรงคุณวุฒิของไทยได้วางไว้ว่าความจำเป็นสำหรับการพัมนาทรัพยากรมนุษย์

ได้แก่ การมีความคิดในเชิงวิเคราะห์

การให้ความร่วมมือ

การทักษะติดต่อสื่อสาร

และการมีความคิดสร้างสรร

นอกจากนี้ทักาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและวิทยาสาสตร์ล้วนมีความสำคัญเช่นกัน

จากหัวข้อเรียนรู้-รู้เรียน โดยสุกัญญา  หาญตระกูล เนชั่นสุดสัปดาห์

Page 2 of 5
2011. ศูนย์ศึกษาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม
By: Joomla Free Templates